25 – 27 ตุลาคม 2571 | 10:00-18:00 Hrs.

ปลูกป่า ปลูกอนาคตอุตสาหกรรมไม้ไทย

ปลูกป่า ปลูกอนาคตอุตสาหกรรมไม้ไทย:

TIWF 2026 สานต่อพันธกิจสีเขียว ร่วมกับกรมป่าไม้เเละสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์หาดวนกร อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดอยู่เพียงแค่ภายในฮอลล์จัดแสดงสินค้า แต่คือความรับผิดชอบที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายหลังความสำเร็จของงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีงานไม้และเฟอร์นิเจอร์ระดับอาเซียน Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2026 (TIWF 2026) คณะผู้จัดงานได้เดินหน้าสานต่อโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2024 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสมดุลระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

พลังความร่วมมือเพื่อผืนป่าชายหาด

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 คณะผู้จัดงาน TIWF 2026 ได้เดินทางไปยังสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์ หาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก กรมป่าไม้ หนึ่งในพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำคัญของงาน ที่ได้จัดสรรและมอบกล้าไม้คุณภาพดีจำนวนห้าร้อยต้นเพื่อนำมาปลูกในพื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่ง

การฟื้นฟูป่าในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่สามารถเติบโตและปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมป่าชายหาด โดยจัดสรรชนิดพันธุ์ไม้ออกเป็นสี่ประเภทในสัดส่วนที่เท่ากัน ได้แก่ สนทะเล เหรียง ประดู่ และจามจุรี เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง และสร้างแนวกันลมตามธรรมชาติ

ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนตามช่วงอายุต้นไม้

นอกจากมิติด้านภูมิทัศน์และระบบนิเวศชายฝั่งแล้ว การปลูกต้นไม้ทั้งสี่ชนิดพันธุ์นี้ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซับและเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการประเมินศักยภาพเชิงวิชาการเบื้องต้นพบว่า ตลอดช่วงสิบปีแรกของการเจริญเติบโต ผืนป่าแห่งนี้มีขีดความสามารถในการช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 10 ปี)

คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 10 ปี)
ทั้งนี้ ปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไม่ได้คงที่เท่ากันทุกปี แต่จะค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามขนาดลำต้น พุ่มใบ และอายุของต้นไม้ โดยในช่วงห้าปีแรก อัตราการกักเก็บเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีเมื่ออายุครบสิบปี และมีแนวโน้มก้าวกระโดดขึ้นไปถึงประมาณ 10 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

เทียบเท่าต่อปีเมื่อต้นไม้เติบโตเต็มที่เข้าสู่ช่วงอายุสิบห้าปี ซึ่งชนิดพันธุ์ที่เติบโตเร็วอย่างจามจุรีและสนทะเลจะทำหน้าที่กักเก็บได้ในสัดส่วนที่สูงตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ขณะที่ประดู่และเหรียงจะให้ความแข็งแรงมั่นคงในระยะยาว

ความโปร่งใสทางข้อมูลและบริบทของระบบนิเวศจริง

การขับเคลื่อนความยั่งยืนที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและหลักวิทยาศาสตร์ การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวเป็นการคำนวณบนสมมติฐานอัตรารอดตายของต้นไม้โดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ประมาณ 77.5 เปอร์เซ็นต์ (อ้างอิงอัตรารอดที่ 80 เปอร์เซ็นต์สำหรับสนทะเลและจามจุรี และ 75 เปอร์เซ็นต์สำหรับเหรียงและประดู่) ซึ่งหากปัจจัยทางธรรมชาติส่งผลให้อัตรารอดจริงเปลี่ยนแปลง ปริมาณการกักเก็บย่อมปรับลดลงตามสัดส่วน

นอกจากนี้ การปลูกป่าในบริเวณชายหาดยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายเฉพาะตัว ทั้งสภาพดินทรายที่มีการระบายน้ำเร็ว ลมกรรโชกแรง และไอน้ำเค็มจากทะเล ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเนื้อไม้จริงช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ถือเป็นตัวเลขประมาณการทางวิชาการเบื้องต้นที่ยังไม่รวมการกักเก็บคาร์บอนในชั้นดิน หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการเตรียมพื้นที่และการดูแลรักษา หากในอนาคตต้องการแปลงข้อมูลการปลูกป่านี้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) จะต้องมีกระบวนการตรวจวัดการเติบโตทางชีวมวลหน้างานจริงและผ่านการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่เป็นอิสระตามระเบียบสากล

ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

กิจกรรมการปลูกป่า ณ หาดวนกร ไม่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้จัดงาน TIWF ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังตอกย้ำถึงความร่วมมืออันแนบแน่นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ ที่พร้อมจะร่วมมือกันพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการป่าไม้อย่างมีความรับผิดชอบ ไปจนถึงการแปรรูปและการออกแบบสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงวัฏจักรชีวิตของวัสดุ

แล้วพบกันใหม่อย่างยิ่งใหญ่ในงาน Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2028 (TIWF 2028) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 ตุลาคม 2571 ณ ฮอลล์ 5-6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

พลังความร่วมมือเพื่อผืนป่าชายหาด

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 คณะผู้จัดงาน TIWF 2026 ได้เดินทางไปยังสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์ หาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก กรมป่าไม้ หนึ่งในพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำคัญของงาน ที่ได้จัดสรรและมอบกล้าไม้คุณภาพดีจำนวนห้าร้อยต้นเพื่อนำมาปลูกในพื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่ง

การฟื้นฟูป่าในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่สามารถเติบโตและปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมป่าชายหาด โดยจัดสรรชนิดพันธุ์ไม้ออกเป็นสี่ประเภทในสัดส่วนที่เท่ากัน ได้แก่ สนทะเล เหรียง ประดู่ และจามจุรี เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง และสร้างแนวกันลมตามธรรมชาติ

ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนตามช่วงอายุต้นไม้

นอกจากมิติด้านภูมิทัศน์และระบบนิเวศชายฝั่งแล้ว การปลูกต้นไม้ทั้งสี่ชนิดพันธุ์นี้ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซับและเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการประเมินศักยภาพเชิงวิชาการเบื้องต้นพบว่า ตลอดช่วงสิบปีแรกของการเจริญเติบโต ผืนป่าแห่งนี้มีขีดความสามารถในการช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 10 ปี)

คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 10 ปี)
ทั้งนี้ ปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไม่ได้คงที่เท่ากันทุกปี แต่จะค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามขนาดลำต้น พุ่มใบ และอายุของต้นไม้ โดยในช่วงห้าปีแรก อัตราการกักเก็บเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีเมื่ออายุครบสิบปี และมีแนวโน้มก้าวกระโดดขึ้นไปถึงประมาณ 10 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

เทียบเท่าต่อปีเมื่อต้นไม้เติบโตเต็มที่เข้าสู่ช่วงอายุสิบห้าปี ซึ่งชนิดพันธุ์ที่เติบโตเร็วอย่างจามจุรีและสนทะเลจะทำหน้าที่กักเก็บได้ในสัดส่วนที่สูงตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ขณะที่ประดู่และเหรียงจะให้ความแข็งแรงมั่นคงในระยะยาว

ความโปร่งใสทางข้อมูลและบริบทของระบบนิเวศจริง

การขับเคลื่อนความยั่งยืนที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและหลักวิทยาศาสตร์ การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวเป็นการคำนวณบนสมมติฐานอัตรารอดตายของต้นไม้โดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ประมาณ 77.5 เปอร์เซ็นต์ (อ้างอิงอัตรารอดที่ 80 เปอร์เซ็นต์สำหรับสนทะเลและจามจุรี และ 75 เปอร์เซ็นต์สำหรับเหรียงและประดู่) ซึ่งหากปัจจัยทางธรรมชาติส่งผลให้อัตรารอดจริงเปลี่ยนแปลง ปริมาณการกักเก็บย่อมปรับลดลงตามสัดส่วน

นอกจากนี้ การปลูกป่าในบริเวณชายหาดยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายเฉพาะตัว ทั้งสภาพดินทรายที่มีการระบายน้ำเร็ว ลมกรรโชกแรง และไอน้ำเค็มจากทะเล ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเนื้อไม้จริงช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ถือเป็นตัวเลขประมาณการทางวิชาการเบื้องต้นที่ยังไม่รวมการกักเก็บคาร์บอนในชั้นดิน หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการเตรียมพื้นที่และการดูแลรักษา หากในอนาคตต้องการแปลงข้อมูลการปลูกป่านี้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) จะต้องมีกระบวนการตรวจวัดการเติบโตทางชีวมวลหน้างานจริงและผ่านการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่เป็นอิสระตามระเบียบสากล

ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

กิจกรรมการปลูกป่า ณ หาดวนกร ไม่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้จัดงาน TIWF ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังตอกย้ำถึงความร่วมมืออันแนบแน่นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ ที่พร้อมจะร่วมมือกันพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการป่าไม้อย่างมีความรับผิดชอบ ไปจนถึงการแปรรูปและการออกแบบสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงวัฏจักรชีวิตของวัสดุ

แล้วพบกันใหม่อย่างยิ่งใหญ่ในงาน Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2028 (TIWF 2028) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 ตุลาคม 2571 ณ ฮอลล์ 5-6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

Sustainable Reforestation Program

As industry stakeholders, we share a responsibility to promote sustainable practices across the wood industry — from production to consumption.

In TIWF 2024, the TIWF Sustainable Reforestation Program was launched as a commitment to preserving and strengthening Thailand’s forest ecosystems. The initiative focused on restoring healthy forest structures and supporting biodiversity through responsible reforestation efforts.

As part of the program, US$1 was donated for every square meter sold at TIWF 2024 to support reforestation activities in Thailand. In addition, 1,000 economic plants were planted for agricultural reforestation in Kanchanaburi, in collaboration with the Royal Forest Department of Thailand.

Building on this foundation, Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2026 will continue to develop and expand sustainability programs that support responsible forest management and long-term environmental impact.

We invite exhibitors and sponsors who share the same vision to join us in future sustainability initiatives and be part of the movement toward “Greening the Wood Industry” — together creating a more sustainable future for generations to come.