ปลูกป่า ปลูกอนาคตอุตสาหกรรมไม้ไทย
ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดอยู่เพียงแค่ภายในฮอลล์จัดแสดงสินค้า แต่คือความรับผิดชอบที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายหลังความสำเร็จของงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีงานไม้และเฟอร์นิเจอร์ระดับอาเซียน Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2026 (TIWF 2026) คณะผู้จัดงานได้เดินหน้าสานต่อโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2024 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสมดุลระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม
พลังความร่วมมือเพื่อผืนป่าชายหาด
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 คณะผู้จัดงาน TIWF 2026 ได้เดินทางไปยังสถานีวิจัยและฝึกนิสิตวนศาสตร์ หาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก กรมป่าไม้ หนึ่งในพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำคัญของงาน ที่ได้จัดสรรและมอบกล้าไม้คุณภาพดีจำนวนห้าร้อยต้นเพื่อนำมาปลูกในพื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่ง
การฟื้นฟูป่าในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่สามารถเติบโตและปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมป่าชายหาด โดยจัดสรรชนิดพันธุ์ไม้ออกเป็นสี่ประเภทในสัดส่วนที่เท่ากัน ได้แก่ สนทะเล เหรียง ประดู่ และจามจุรี เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ป้องกันการกัดเซาะแนวชายฝั่ง และสร้างแนวกันลมตามธรรมชาติ
ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนตามช่วงอายุต้นไม้
นอกจากมิติด้านภูมิทัศน์และระบบนิเวศชายฝั่งแล้ว การปลูกต้นไม้ทั้งสี่ชนิดพันธุ์นี้ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซับและเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการประเมินศักยภาพเชิงวิชาการเบื้องต้นพบว่า ตลอดช่วงสิบปีแรกของการเจริญเติบโต ผืนป่าแห่งนี้มีขีดความสามารถในการช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 10 ปี)
คาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (เฉลี่ย 10 ปี)
ทั้งนี้ ปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไม่ได้คงที่เท่ากันทุกปี แต่จะค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามขนาดลำต้น พุ่มใบ และอายุของต้นไม้ โดยในช่วงห้าปีแรก อัตราการกักเก็บเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 4.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีเมื่ออายุครบสิบปี และมีแนวโน้มก้าวกระโดดขึ้นไปถึงประมาณ 10 ตันคาร์บอนไดออกไซด์
เทียบเท่าต่อปีเมื่อต้นไม้เติบโตเต็มที่เข้าสู่ช่วงอายุสิบห้าปี ซึ่งชนิดพันธุ์ที่เติบโตเร็วอย่างจามจุรีและสนทะเลจะทำหน้าที่กักเก็บได้ในสัดส่วนที่สูงตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ขณะที่ประดู่และเหรียงจะให้ความแข็งแรงมั่นคงในระยะยาว
ความโปร่งใสทางข้อมูลและบริบทของระบบนิเวศจริง
การขับเคลื่อนความยั่งยืนที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและหลักวิทยาศาสตร์ การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวเป็นการคำนวณบนสมมติฐานอัตรารอดตายของต้นไม้โดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ประมาณ 77.5 เปอร์เซ็นต์ (อ้างอิงอัตรารอดที่ 80 เปอร์เซ็นต์สำหรับสนทะเลและจามจุรี และ 75 เปอร์เซ็นต์สำหรับเหรียงและประดู่) ซึ่งหากปัจจัยทางธรรมชาติส่งผลให้อัตรารอดจริงเปลี่ยนแปลง ปริมาณการกักเก็บย่อมปรับลดลงตามสัดส่วน
นอกจากนี้ การปลูกป่าในบริเวณชายหาดยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายเฉพาะตัว ทั้งสภาพดินทรายที่มีการระบายน้ำเร็ว ลมกรรโชกแรง และไอน้ำเค็มจากทะเล ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเนื้อไม้จริงช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ถือเป็นตัวเลขประมาณการทางวิชาการเบื้องต้นที่ยังไม่รวมการกักเก็บคาร์บอนในชั้นดิน หรือการปล่อยก๊าซจากกระบวนการเตรียมพื้นที่และการดูแลรักษา หากในอนาคตต้องการแปลงข้อมูลการปลูกป่านี้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) จะต้องมีกระบวนการตรวจวัดการเติบโตทางชีวมวลหน้างานจริงและผ่านการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่เป็นอิสระตามระเบียบสากล
ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
กิจกรรมการปลูกป่า ณ หาดวนกร ไม่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้จัดงาน TIWF ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังตอกย้ำถึงความร่วมมืออันแนบแน่นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ ที่พร้อมจะร่วมมือกันพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการป่าไม้อย่างมีความรับผิดชอบ ไปจนถึงการแปรรูปและการออกแบบสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงวัฏจักรชีวิตของวัสดุ
แล้วพบกันใหม่อย่างยิ่งใหญ่ในงาน Thailand International Woodworking & Furniture Exhibition 2028 (TIWF 2028) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 ตุลาคม 2571 ณ ฮอลล์ 5-6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี